| |
|
|
| |
4. เมื่อเรียนจบแล้วสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพและมีความก้าวหน้าทางวิชาชีพนี้หรือไม่ ? |
|
| |
ผู้เรียนส่วนใหญ่มากกว่า 90 % ที่เข้ามาเรียนในสถาบันสอนอาหารแห่งนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพและธุรกิจด้านอาหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพ่อครัว แม่ครัว เจ้าของร้านอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งกุ๊กและเชฟจากโรงแรมห้าดาวทั้งในเมืองไทยและเมืองนอก ซึ่งเมื่อได้ผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติรวมถึงเคล็ดลับและเทคนิคต่างๆ ในครัวแล้ว ทุกท่านจะได้รับทักษะและความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนอย่างถ่องแท้ แต่สำหรับความชำนาญนั้นผู้เรียนต้องขวนขวายใฝ่หาเองทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝนนั้นมีแค่ไหน มีความตั้งใจและรักในอาชีพด้านนี้เพียงใด และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้หรือไม่ ขอให้ผู้เรียนตระหนักในใจเสมอว่าความรู้ ไม่เหมือนเงินทองที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป แต่ความรู้ยิ่งใช้ยิ่งมีแต่จะงอกเงยและเพิ่มพูล แต่เพียงเท่านั้นก็ยังไม่พอ หากต้องรู้จักนำความรู้นั้น ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นหากถามว่าท่านจะมีความก้าวหน้าในอาชีพหรือไม่อย่างไรตัวผู้เรียนเองจะเป็นผู้ตอบคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุด |
|
| |
|
|
| |
5. อาหารไทยชาววังและอาหารไทยทั่วไปมีความแตกต่างกันอย่างไร? |
|
| |
ความแตกต่างระหว่างอาหารไทยชาววังและอาหารไทยทั่วไปคืออาหารไทยชาววังจะมีกรรมวีธีในการทำที่ค่อนข้างยากและซับซ้อนรวมทั้งใช้เวลาและความพิถีพิถันในการคัดสรรและตระเตรียมวัตถุดิบนอกจากนั้นแล้วขั้นตอนในการปรุงก็มีมากกว่าอาหารไทยทั่วไปซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยความชำนาญและความวิริยะอุสาหะของผู้ทำเป็นอย่างยิ่งนอกจากรสชาติที่อร่อยละมุนลิ้นแล้วเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นของอาหารไทยชาววังก็คือความสวยงามประณีต วิจิตรบรรจงซึ่งเปรียบได้กับงานศิลป์ที่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านสำรับอาหารที่ถูกจัดไว้อย่างงดงามเป็นการมอบสุนทรีย์ทางใจให้แก่ผู้พบเห็นไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักผักและผลไม้ งานปั้น งานดอกไม้ใบตองที่ใช้ในการจัดเข้าสำรับล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญาของคนโบราณที่มีการถ่ายทอดวิชาความรู้จากรุ่นสู่รุ่นผ่านเวลาอันยาวนานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการสั่งสมวัฒนธรรมความเป็นอยู่อันประณีตของชาวไทยในโบราณกาล |
|
| |
|
|
| |
6. ทำไมอาหารแต่ละร้านจึงใช้วัตถุดิบในการปรุงไม่เหมือนกันและรสชาติก็ไม่เหมือนกันอีกทั้งๆที่เป็นอาหารอย่างเดียวกัน? |
|
| |
เรื่องของรสชาตินั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งหากจะถกเถียงกันถึงเรื่องนี้แล้วล่ะก็คงจะไม่มีวันจบ เนื่องจากร้อย คนมีร้อยลิ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่รสชาติที่ถูกปากของคนๆหนึ่งจะเป็นรสชาติที่ถูกใจของคนอีกหลายๆคนเช่น บางคนชอบอาหารรสหวานแต่บางคนชอบเปรี้ยวชอบเค็มแตกต่างกันไป ในเรื่องการปรุงอาหารก็เช่นกันความชอบส่วนตัวและ ความคุ้นเคยในการเลือกใช้วัตถุดิบของพ่อครัวแม่ครัวก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รสชาติอาหารในแต่ละที่แตกต่างกันไป เช่นแม่ครัวชาวใต้จะปรุงอาหารรสจัดและเผ็ดร้อนเน้นผักต่างๆ สมุนไพรและเครื่องเทศเป็นส่วนประกอบสำคัญ ส่วนแม่ครัวชาวอีสานเน้นรสชาติที่เผ็ดจัดจ้านและออกรสเค็มมักนิยมใช้ปลาร้าเป็นเครื่องชูรสและกลิ่นให้กับอาหารด้วย แต่สำหรับ ภาคกลางโดยเฉพาะอาหารไทยโบราณนั้นจะออกรสหวานนำและมักจะมีกะทิเป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หมี่กะทิ แกงเขียวหวาน แกงมัสมั่น ขนมจีนน้ำพริก ยำถั่วพู เป็นต้น และแน่นอนว่าตามร้านอาหารต่างๆย่อมมีพ่อครัวแม่ครัวจากที่ต่างๆ ซึงก็แน่นอนว่ารสชาติและวัตถุดิบที่ใช้ก็แตกต่างกันไป ไม่เพียงแต่ความนิยมในรสชาติที่แตกต่างกันของคนในแต่ละภาค แม้แต่คนในภาคเดียวกันก็อาจมีความชอบหรือความนิยมที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามเรื่องของรสชาติไม่มีอะไรถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนแต่ก็ต้องอย่าให้ผิดเพี้ยนจนเกินไปนักอย่างต้มยำออกรสหวานนำหรือผัดเปรี้ยวหวานออกรสเค็มนำอย่างนี้ก็ผิดจากมาตรฐานจนเกินพอดีเนื่องจากอาหารแต่ละชนิดก็มีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะในตัวเองที่เราไม่สามารถมองข้ามได้
|
|
| |
|
|
| |
7. ทิศทางการบริโภคอาหารไทยในต่างประเทศมีแนวโน้มเป็นอย่างไรในปัจจุบันนี้? |
|
| |
ในบรรดาอาหารนานาชาติ อาหารไทยขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวนั่นคือรสชาติที่เผ็ดร้อน จัดจ้านแต่กลมกล่อมเรียกได้ว่ามีครบทุกรสไม่ว่าจะเป็นเผ็ด เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม นอกจากนี้ เอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของอาหารไทยก็คือการนำสมุนไพรพื้นบ้านมาประกอบอาหารซึ่งสมุนไพรของไทยมีสรรพคุณในการป้องกันและรักษาโรคได้นานาชนิด ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่กระแสการบริโภคอาหารไทยจะเพิ่มขึ้นและกระจายไปถึงต่างถิ่นแดนไกล จากจำนวนของร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในรอบหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการตอบรับและภาพลักษณ์ที่ดีที่ผู้บริโภคชาวต่างชาติที่มีต่ออาหารไทย |
|
| |
|
|
| |
8.อาหารไทยในต่างแดนใช้มาตรฐานและรสชาติเหมือนอาหารที่เรารับประทานกันในเมืองไทยหรือไม่? |
|
| |
การหาวัตถุดิบที่จะนำมาใช้สำหรับการทำอาหารไทยในต่างประเทศนั้นค่อนข้างจะยากลำบากอยู่สักหน่อย เนื่องจากวัตถุดิบเหล่านั้นจะวางขายอยู่ในร้านขายของหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นของคนไทยหรือไม่ก็ตามร้านขายของชำที่เจ้าของเป็นชาวจีนหรือแขกซึ่งมักจะนำสินค้าในแถบประเทศเอเชียมาวางขายกันในร้าน แต่ก็ไม่สามารถจัดสรรวัตถุดิบเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วนเหมือนอยู่ในเมืองไทย เนื่องจากจะต้องมีการสั่งนำเข้าและราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นการประยุกต์ปรับเอาสิ่งหนึ่งมาใช้เพื่อทดแทนอีกสิ่งหนึ่งจึงเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นร้านอาหารไทยในประเทศต่างๆที่ลูกศิษย์ของข้าพเจ้าได้เปิดดำเนินธุรกิจอยู่นั้นไม่ว่าจะในประเทศแถบยุโรป อเมริกา แคนนาดา ออสเตเรียหรือแม้กระทั่งประเทศในแถบเอเชียก็ตาม ล้วนแต่ประสบปัญหาเรื่องราคาต้นทุนที่สูงและการขาดแคลนวัตถุดิบเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงให้คำแนะนำว่าเราสามารถนำวัตถุดิบซึ่งมีรสชาติ ที่คล้ายกันและหาได้ในประเทศนั้นๆมาใช้ทดแทนได้และที่สำคัญเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กับทางร้านอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหัวใจสำคัญก็คือรสชาติอย่าคิดแทนลูกค้าว่าทานนั่นไม่ได้นี่ไม่ได้ อาหารไทยต้องมีครบรสหากตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกเสีย รสชาติจะผิดเพี้ยนไป อย่างเรื่องพริกก็เหมือนกันอาจจะลดปริมาณลงแต่หากไม่ใส่เลยคงไม่ดีแน่เพราะพริกที่มีรสเผ็ดจะเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมรับรสต่างๆในลิ้นไม่ว่าจะเป็นรสเปรี้ยว เค็ม หวานทำงานได้ดียิ่งขึ้น. แต่ก็ยังมีแม่ครัวหัวป่าก์ทั้งหลายที่ยึดตำราตามใจฉัน “ มีอะไรก็ใส่ไปเหอะ ฝรั่งมันไม่รู้หรอกอะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหล่ ” นี่คือคำบอกเล่าของแม่ครัวคนหนึ่งในร้านอาหารไทยที่เชิญข้าพเจ้าในฐานะที่ปรึกษาของร้านเพื่อปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการภายในครัวรวมทั้งเรื่องของรสชาติ และมาตรฐานของอาหารในร้าน ข้าพเจ้าคิดในใจตายแน่หากเป็นแบบนี้ไอ้คนทำก็ทำไม่เป็นส่วนไอ้คนกินก็กินไม่เป็นอีกแล้วก็จำของผิดว่าเป็นของถูกเป็นของดีซึ่งหากเราไม่ช่วยกันหาทางแก้ไขเชื่อว่าภายในไม่ช้าไม่นานนี้มาตรฐานของอาหารไทยจะต้องตกต่ำลงอย่างแน่นอน |
|
| |
|
|
| |
9. การแกะสลักผักและผลไม้มีความสำคัญอย่างไร? |
|
| |
ในสมัยโบราณการแกะสลักผักและผลไม้ที่ใช้ในการประกอบสำรับอาหารคาว หวานนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่กุลสตรีไทยจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ การแกะสลักนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการจัดตกแต่งสำรับเพื่อก่อให้เกิดความสวยงามและเพิ่มคุณค่ากับอาหารคาว หวานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชสำนักและในวังที่ประทับของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ต่างก็มีต้นเครื่องและวิเสทผู้มีหน้าที่คอยจัดเตรียมดูแลในเรื่องอาหารคาว หวาน เนื่องจากจะต้องจัดขึ้นเพื่อถวายแด่เจ้านายในวังรวมทั้งต้อนรับบรรดาแขกเหรื่อที่แวะเวียนกันมาเยี่ยมเยียน ซึ่งในแต่ละที่แต่ละตำรับย่อมมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรสมือและความช่างคิดช่างประดิษฐ์รวมทั้งฝีมือที่ละเอียดอ่อนในงานแกะสลักของเจ้าตำรับแต่ละท่าน |
|
| |
|
|
| |
|
|