Key Takeaways
ข้าวแช่ชาววัง คือสำรับอาหารโบราณประจำฤดูร้อนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจากวัฒนธรรมมอญ ก่อนจะยกระดับความประณีตตามแบบแผนราชสำนักไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 จุดเด่นคือการใช้ข้าวหอมมะลิเก่าขัดจนใส นึ่งแล้วนำไปแช่ในน้ำต้มสุกที่อบควันเทียนและลอยดอกไม้ไทยรสหอมเย็น ชื่นใจ รับประทานคู่กับเครื่องเคียงและเครื่องแนมรสเข้มข้นที่ปรุงอย่างละมุนละไม สะท้อนถึงศาสตร์แห่งคหกรรมและศิลปะอาหารไทยขั้นสูงอย่างแท้จริง
ทุกปีเมื่อลมร้อนเริ่มพัดผ่าน หนึ่งในเมนูอันเป็นสัญลักษณ์แห่งฤดูร้อนที่เรามักจะได้ยินชื่อ คงหนีไม่พ้น “ข้าวแช่” เมนูคลายร้อนที่มีประวัติอันยาวนานและเปี่ยมไปด้วยศาสตร์แห่งคหกรรม แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าข้าวแช่คืออะไรและแตกต่างจากข้าวแช่ชาววังอย่างไร ? วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบและสัมผัสกับเสน่ห์ของสำรับแห่งฤดูร้อนนี้ ที่บอกเล่าถึงรสชาติและยังสะท้อนภูมิปัญญา วิถีชีวิต และศิลปะแห่งอาหารไทยไว้ในทุกองค์ประกอบ
ส่องประวัติข้าวแช่ สุดยอดอาหารคลายร้อน
หากสืบย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ ข้าวแช่ มีอีกชื่อเรียกว่า ข้าวสงกรานต์ หรือเปิงด้าจก์ ในภาษามอญ แปลตรงตัวว่า “ข้าวน้ำ” โดยในอดีต ข้าวแช่ไม่ได้เป็นเพียงอาหารมอญที่ทำเพื่อรับประทานกันทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในการปรุงเพื่อบูชาเทวดา เพื่อขอพรให้มีทายาทสืบสกุล
ซึ่งในกระบวนการทำต้องใช้ทั้งเวลา วัตถุดิบจำนวนมาก รวมถึงความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เมื่อปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามขนบโบราณจะเริ่มจากการนำข้าวแช่ ไปถวายบูชาเทพยดาเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ และมอบให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือเพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนที่คนในครอบครัวจะล้อมวงรับประทานส่วนที่เหลือร่วมกัน ซึ่งภูมิปัญญานี้ต่อมาได้สืบทอดกลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตามเรื่องราวที่ผูกพันกับตำนานวันมหาสงกรานต์นั่นเอง
ข้าวแช่ชาววัง คืออะไร ? เจาะลึกความประณีตของสำรับแห่งฤดูร้อน
ข้าวแช่ คือสำรับอาหารโบราณประจำฤดูร้อนที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมอญ ในการทำข้าวแช่จะนำข้าวหอมมะลิเก่ามาซาวน้ำทิ้งหลายน้ำ แช่ในน้ำสารส้ม นำไปต้ม แล้วจึงนำไปขัดจนหมดยาง พร้อมอบด้วยควันเทียน เมื่อนำไปแช่ในน้ำเย็นที่ลอยด้วยดอกไม้ไทยที่มีกลิ่นหอม เช่น ชมนาด มะลิ จนได้ข้าวแช่ที่มีกลิ่นหอมกรุ่นชวนรับประทาน น้ำลอยดอกไม้ใส ไม่ขุ่น โดยองค์ประกอบหลักของข้าวแช่จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้
1. เมล็ดข้าว หัวใจของความใส
ต้องเลือกใช้ข้าวหอมมะลิเก่า นำมาซาวน้ำทำความสะอาดหลายครั้ง และผ่านขั้นตอนการขัดอย่างเบามือเพื่อลดความเหนียวและขุ่นของยางข้าว ทำให้ได้เมล็ดข้าวที่ใส มน สวย เมื่อนำไปนึ่งและแช่ในน้ำ ข้าวจะยังเรียงเม็ดสวยงามและน้ำลอยดอกไม้ที่ใส่ข้าวแช่ลงไปจะใสและไม่ขุ่น
2. น้ำลอยดอกไม้ ศาสตร์แห่งความหอม
ใช้น้ำต้มสุกที่สะอาดและเย็นบริสุทธิ์ นำมาร่ำกลิ่นเพิ่มความหอม สดชื่นด้วยการลอยดอกไม้ไทยที่มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ เช่น ดอกชมนาด ดอกมะลิสด หรือดอกกระดังงาลนไฟ อบปิดฝาทิ้งไว้ข้ามคืนจนได้น้ำลอยดอกไม้ที่มีสีใสและกลิ่นหอมกรุ่น
3. เครื่องเคียงและเครื่องแนม ศิลปะแห่งรสตัด
สิ่งที่ถือเป็นเสน่ห์และตัวชี้วัดฝีมือของคนทำข้าวแช่มากที่สุด คือเครื่องข้าวแช่และเครื่องแนมข้าวแช่ ซึ่งในตำรับชาววังจะออกแบบมาเพื่อให้เกิดศิลปะแห่งการกินสลับรส โดยองค์ประกอบในส่วนนี้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
- เครื่องเคียงข้าวแช่ : รสกลมกล่อม ไม่หวานจัด เค็มจัดเกินไปจนกลบความละมุนของรสชาติวัตถุดิบและเครื่องปรุง ผสมผสานกับความเย็นและกลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำข้าวแช่ได้อย่างลงตัว เครื่องเคียงในสำรับข้าวแช่ ได้แก่ ลูกกะปิ ปลายี่สนผัดหวาน หมูฝอย หัวผักกาดผัดหวาน หัวหอมสอดไส้ ไปจนถึงพริกหยวกสอดไส้ที่ห่อด้วยไข่รังบวบอย่างประณีต
- เครื่องแนมข้าวแช่ : ได้แก่ ผักสดและผลไม้ดิบ เช่น กระชายสดที่นำมาจักให้เป็นแฉกเหมือนดอกจำปี ใบไม้ลวดลายต่างๆจากมะม่วงดิบรสเปรี้ยวและแตงกวา ดอกจำปาจากมะยงชิด เมื่อรับประทานเคียงกันจะช่วยชูรสชาติและกลิ่นของข้าวแช่และเครื่องเคียงให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น
ข้าวแช่ชาววังกับข้าวแช่ทั่วไปต่างกันอย่างไร ?
ข้าวแช่ชาววัง คือสำรับที่รับประทานเย็น มีกลิ่นหอมจากดอกไม้ที่มีรากจากวัฒนธรรมมอญและประเพณีสงกรานต์ ซึ่งปรับให้ประณีตขึ้นในบริบทของราชสำนักไทย ทั้งการขัดข้าว น้ำลอยดอกไม้ การอบควันเทียน เครื่องเคียงหลากหลาย ผักแกะสลัก ไปจนถึงการจัดสำรับอย่างงดงาม ทั้งนี้ ข้าวแช่ตำรับเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ซึ่งมีเชื้อสายมอญ ถือเป็นต้นกำเนิดของ “ข้าวแช่ชาววัง” ซึ่งปรุงขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปยังพระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี จนทำให้เมนูนี้แพร่หลายและกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำเมืองเพชรบุรีนับแต่นั้น
ความหลากหลายของเครื่องเคียงตามวิถีท้องถิ่น
จุดเด่นและความแตกต่างที่สำคัญของข้าวแช่และข้าวแช่ชาววัง อาจกล่าวได้ดังนี้ คือ ข้าวแช่ชาววังมีเครื่องเคียงมากชนิดและกรรมวิธีการปรุงที่ซับซ้อนตามแบบแผนราชสำนักกว่าข้าวแช่ทั่วไป ข้าวแช่มอญหรือข้าวแช่ทั่วไปจะมีเครื่องเคียงที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุดิบแต่ละท้องถิ่น ข้าวแช่ท้องถิ่นบางตำรับอาจ นิยมรับประทานคู่กับหมูฝอย แตงโม ไข่เค็ม ปลาป่น หัวผักกาดดองเค็มผัดไข่ หรือกระเทียมดองผัดไข่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าข้าวแช่ไม่ได้มีสูตรที่ตายตัว แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน
ศาสตร์แห่งความพิถีพิถันขั้นสูง
หากเปรียบเทียบความแตกต่าง ข้าวแช่ทั่วไปที่มีเครื่องเคียงน้อยชนิดและมีกรรมวิธีที่ไม่ซับซ้อน ข้าวแช่ชาววังจะใช้ความประณีต พิถีพิถันในทุกรายละเอียดของทุกขั้นตอนในการทำ อันได้แก่
- การขัดและนึ่งข้าว : การทำเมล็ดข้าวให้สวย ใส โดยผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อนอย่างระมัดระวังไม่ให้เม็ดข้าวหัก
- ศาสตร์แห่งกลิ่นหอม : การเตรียมน้ำลอยดอกไม้สด ที่มีกลิ่นหอมละมุน ไม่ฉุนจนเกินไป ควบคู่กับการร่ำเมล็ดข้าวด้วยเทียนอบที่ทำจากเกสรดอกไม้ไทย
- ศิลปะแห่งเครื่องเคียง : การโขลกและปรุงลูกกะปิให้หอมอบอวลด้วยสมุนไพร นำมาปั้นเป็นชิ้นเล็กพอดีคำ ชุบด้วยไข่แล้วนำไปทอด รวมถึงการทำพริกหยวกสอดไส้ที่ต้องใช้ทักษะการห่อด้วยไข่ฝอยเป็นตาข่าย หรือทอดไข่เป็นแพโปร่งคล้ายรังบวบซึ่งผ่านการประดิษฐ์ประดอยอย่างงดงาม
- สุนทรียภาพในสำรับ : การแกะสลักและจัดวางผักและผลไม้แกะสลักอย่างแตงกวา กระชาย หรือมะม่วงดิบ ให้มีขนาดพอดีคำ รับประทานง่าย พร้อมการเลือกใช้ภาชนะ ถาด พาน หรือเครื่องแก้วโบราณที่ช่วยทำให้สำรับดูงดงาม เปรียบเสมือนเป็นความงามทางสายตาที่สามารถรับประทานได้จริง
ศิลปะแห่งการควบคุมรสชาติและกลิ่น
จุดเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญคือ เครื่องเคียงของข้าวแช่ชาววังจะปรุงอย่างละมุนละไมให้มีรสชาติกลมกล่อมพอดี ไม่จัดจ้านจนเกินไป เพื่อไม่ให้รสชาติของกับข้าวไปกลบความหอมละเมียดของกลิ่นควันเทียนที่แทรกอยู่ในเม็ดข้าว และความหอมสดชื่นของดอกไม้ในน้ำข้าวแช่

ข้าวแช่ชาววังสูตรดั้งเดิมต้องมีเครื่องอะไรบ้าง ?
อัตลักษณ์ความอร่อยและเสน่ห์แห่งข้าวแช่ชาววัง ตามตำรับของโรงเรียนศิลปศาสตร์อาหารไทย หม่อมหลวงพวง ทินกร อยู่ที่ความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบและรังสรรค์เครื่องเคียงข้าวแช่ เครื่องแนมแต่ละชนิดอย่างวิจิตรบรรจง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาในการตระเตรียมด้วยความประณีตและใช้ทักษะขั้นสูงในการทำ เครื่องเคียงข้าวแช่ตามสำรับมี ดังนี้
ลูกกะปิทอด
หนึ่งในหัวใจสำคัญของสำรับ ลูกกะปิทอด ทำจากเยื่อเคยหรือกะปิอย่างดี ปลาย่าง สมุนไพร และเครื่องโขลก เช่น หอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด กระชาย ที่นำมาเคี่ยวกวนจนเหนียว ปั้นเป็นลูกเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ชุบไข่ แล้วนำไปทอด รสชาติต้องเค็มมันแต่นุ่มนวลและนำด้วยกลิ่นหอมกระชาย
ปลาผัดหวาน
ปลายี่สนผัดหวาน หรือปลาช่อนสิงห์บุรีแดดเดียวนำมาย่างบนใบตอง แกะก้าง ยีเนื้อให้ฟู นำไปผัดกับน้ำตาลเตา น้ำมันหอมเจียว ปรุงรสให้ออกหวานตามด้วยเค็ม เนื้อสัมผัสหนึบ นุ่ม หอมกลิ่นใบตอง น้ำมันหอมเจียวและควันเทียน ช่วยชูรสและกลิ่นได้ดียิ่งขึ้น เมื่อรับประทานกับข้าวแช่ที่มีความหอมและเย็นชื่นใจ
พริกหยวกสอดไส้
งานประณีตศิลป์ที่สะท้อนความละเอียดพิถีพิถันและฝีมือของผู้ทำ โดยนำพริกหยวกมาคว้านไส้ออก สอดไส้ด้วยหมูสับและกุ้ง ปรุงรสกลมกล่อม แล้วห่อด้วยไข่ที่ทำเป็นตาข่าย หรือไข่ที่โรยเป็นแพทอดในน้ำมันจนฟูกรอบ แล้วนำมาห่อพริกหยวกที่สอดไส้ เรียกว่าไข่รังบวบ
หอมแดงสอดไส้
นำหอมแดงที่มีลักษณะหัวเดี่ยว ที่เรียกว่า โทน เพราะจะกลมสวย คัดขนาดไล่เลี่ยกัน มาคว้านเนื้อในออกอย่างระมัดระวังไม่ให้ทะลุ จากนั้นสอดไส้ด้วยหมู หรือกุ้ง ปรุงรสกลมกล่อม ก่อนจะนำไปชุบแป้งถั่วทองสูตรพิเศษ แล้วทอดจนได้ความบางกรอบ ได้กลิ่นหอมละมุนของแป้งถั่วทอง
หมูฝอย หรือเนื้อฝอยหวาน
เพิ่มรสสัมผัส ที่กรอบฟูและกลมกล่อมทั้งเค็มหวาน ของเนื้อหมูที่ต้มกับสมุนไพร ที่นำมาฉีกเป็นเส้นเล็กขนาดเส้นด้าย คลุกเคล้าปรุงรสด้วยน้ำตาลช่อดอกมะพร้าวและดอกเกลือ จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันหอมเจียวจนกรอบฟูได้รสชาติหวานเค็มที่กลมกล่อม
ไข่แมงดาแปลง
ภูมิปัญญาในการประยุกต์รสชาติ โดยนำไข่แดงเค็มมาปั้นเป็นเม็ดกลมเล็กๆ เหมือนไข่แมงดาอย่างประณีต จากนั้นนำไปชุบทอดด้วยแป้งถั่วทองจนได้ผิวสัมผัสที่บางกรอบและหอมกรุ่น
หัวผักกาดผัดหวาน
หัวผักกาด หรือที่เรียกว่าหัวไชโป๊ว นำมาผัดกับน้ำตาลเตาและน้ำมันหอมเจียวจนงวด เหนียวนุ่ม จับเป็นเงาใส มีรสหวานเค็มกำลังดี นำไปปั้นเป็นคำกลมๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ แล้วนำไปอบร่ำควันเทียน เพื่อให้รสชาติหวานมันและกลิ่นหอมกรุ่น
มะยงชิดสอดไส้ปลาหวาน
หนึ่งในเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวของ ข้าวแช่ชาววัง ตำรับหม่อมหลวงพวง ทินกร นำผลมะยงชิดสดมา ปอกเปลือก คว้านเมล็ดออกอย่างประณีต แล้วบรรจงสอดไส้ด้วยปลาหวานผัดน้ำตาลเตาที่ผ่านการร่ำกลิ่นควันเทียนจนหอม ให้รสสัมผัสหวานอมเปรี้ยวสดชื่นจากมะยงชิด ตัดกับรสหวานมันเค็มของปลาผัดหวานได้อย่างลงตัว
ผักสดและผลไม้แกะสลัก
นำผักและผลไม้สดมาปอกเปลือก เกลาขึ้นรูปทรงและแกะสลักเป็นรูปใบไม้และดอกไม้อย่างงดงาม เช่น การนำฟักทองและเผือกทั้งลูก มาแกะสลักเป็นผอบและถาดภาชนะ แล้วนำไปนึ่งจบสุก ใช้บรรจุข้าวแช่และเครื่องข้าวแช่ รวมถึงการแกะสลักแตงกวา กระชาย มะม่วงดิบ มะยงชิด พริกชี้ฟ้า เป็นใบและดอกไม้จัดในสำรับ นอกจากเพิ่มความงดงามทางสายตา ยังช่วยตัดรส ชูกลิ่นหอม เพิ่มความสดชื่นเมื่อรับประทานเคียงกับสำรับข้าวแช่
ยกระดับการทำอาหารสู่มาตรฐานต้นตำรับชาววัง
หากต้องการเรียนรู้เทคนิคการทำข้าวแช่ชาววังตำรับดั้งเดิม ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตำรับ หรือต้องการพัฒนาต่อยอดทักษะด้านอาหารไทยระดับพรีเมียม โรงเรียนสอนทำอาหารไทยชาววัง โดยโรงเรียนศิลปศาสตร์อาหารไทยหม่อมหลวงพวง ทินกร พร้อมเปิดประตูสู่โลกแห่งอาหารที่เต็มไปด้วยรสชาติและความงามอันวิจิตร กับหลักสูตรเรียนทำอาหารไทยที่ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบหายากไปจนถึงเทคนิคพิเศษที่เคยถูกถ่ายทอดและส่งต่อเฉพาะในสายราชสกุลเท่านั้น ผู้เรียนจะได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้ไปประกอบอาชีพ หรือต่อยอดธุรกิจด้านอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ พร้อมรับใบประกาศนียบัตร 2 ภาษา
สอบถามตารางเรียนและสำรองที่นั่ง (จำนวนจำกัด)
- สถานที่ตั้ง : 339 ซอยผาสุข ถนนประชาชื่น แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม. 10900
- เวลาทำการ : 08.30-17.30 น.
- LINE OA : @mlpuang แอดไลน์เพื่อรับรายละเอียดและโปรโมชันพิเศษ
- โทรศัพท์ : 02-002-2814, 086-900-9396
ข้อมูลอ้างอิง
- “ข้าวแช่” อาหารมอญ-ของติดสินบนเทวดา ขอให้ได้ลูก ก่อนเป็น “อาหารชาววัง” สมัย ร.4. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569. จาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_8184
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้าวแช่ชาววัง (FAQs)
Q : วิธีรับประทานข้าวแช่ชาววังที่ถูกต้องตามธรรมเนียมโบราณต้องทานอย่างไร ?
A : การรับประทานข้าวแช่ชาววังที่ถูกต้อง ไม่ควรนำเครื่องเคียงตักใส่ลงไปในชามข้าวแช่ เพราะจะทำให้น้ำลอยดอกไม้ขุ่นและเสียรสชาติ ควรลำดับโดยการตักเครื่องเคียงเข้าปาก ตามด้วยผักแนม เช่น กระชาย หรือมะม่วงดิบ เพื่อตัดรสและชูกลิ่น จากนั้นจึงตักข้าวแช่ตามเป็นลำดับสุดท้าย เพื่อให้ได้ความสดชื่นและกลิ่นหอมกรุ่นจากข้าวที่ร่ำด้วยควันเทียนและน้ำลอยดอกไม้
Q : ดอกไม้ไทยที่นิยมนำมาใช้ทำน้ำลอยดอกไม้สำหรับข้าวแช่มีอะไรบ้าง และมีข้อควรระวังอย่างไร ?
A : ดอกไม้ที่นิยมนำมาลอยน้ำเพื่อทำน้ำข้าวแช่ ได้แก่ ดอกชมนาดที่ให้กลิ่นคล้ายใบเตย หรือข้าวหอมมะลิที่หุงสุกใหม่ๆ จึงเป็นที่มาอีกชื่อของดอกชมนาดว่า ดอกข้าวใหม่ นอกจากนี้ จะมี ดอกมะลิลา และดอกกระดังงาที่ต้องผ่านการลนด้วยไฟ ข้อควรระวังในการนำดอกไม้ไทยมาใช้ลอยน้ำข้าวแช่คือ ต้องเป็นดอกไม้ที่ปลูกเองตามธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี หรือยาฆ่าแมลง และเพื่อให้ได้กลิ่นหอมที่หอมอวลกำจายที่สุด ควรเลือกเก็บในเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากดอกไม้แต่ละชนืดจะบานและส่งกลิ่นหอมในช่วงเวลาที่ต่างกัน
Q : ข้าวแช่ชาววังสามารถเก็บรักษาไว้รับประทานได้นานกี่วัน ?
A : ตัวเมล็ดข้าวแช่และน้ำลอยดอกไม้ควรทำและรับประทานวันต่อวัน เพื่อความสดใหม่และกลิ่นที่หอมละมุนที่สุด ส่วนเครื่องเคียงข้าวแช่ เช่น ลูกกะปิทอด ปลาหวาน หัวผักกาดผัดหวาน ไข่แมงดาแปลง และหมูฝอย สามารถเก็บในภาชนะปิดสนิทและแช่เย็นไว้ได้แต่ไม่ควรเกิน 2 วัน เพราะรสชาติและเนื้อสัมผัสอาจจะแตกต่างจากตอนปรุงเสร็จใหม่
Q : หากต้องการเรียนทำข้าวแช่ชาววังตำรับดั้งเดิม มีหลักสูตรสอนสำหรับเปิดร้าน หรือทำรับประทานเองไหม ?
A : มี โรงเรียนศิลปศาสตร์อาหารไทยหม่อมหลวงพวง ทินกร มีเปิดสอนหลักสูตรการทำข้าวแช่ชาววังสูตรดั้งเดิม ที่ถ่ายทอดเทคนิคและเคล็ดลับ เฉพาะในสายราชสกุล ทายาทหม่อมหลวงพวง ทินกร ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ กรรมวิธีการขัดข้าว การอบควันเทียน การกรองและการคัดดอกไม้ ไปจนถึงการทำเครื่องเคียงและงานแกะสลักผักผลไม้ พร้อมรับใบประกาศนียบัตร 2 ภาษา สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

